Product for Pet
ไดร์เป่าขน และโต๊ะกรูมมิ่ง
ชาม หัวน้ำดื่ม และอุปกรณ์
ผลิตภัณฑ์ หู ตา และผิวหนัง
ผลิตภัณฑ์ กำจัดเห็บ-หมัด
แชมพู ทรีทเม้นท์
หวี กรรไกร ที่ตัดเล็บ
กระบะ ทรายแมว ถาดรอง
ฆ่าเชื้อโรค และกรองอากาศ
ที่นอน กระเป๋า เต้นท์ รถเข็น
ของเล่นหมา-แมว
อาหาร นม วิตามินบำรุงขน
สมุดวัคซีน หมา-แมว
สร้อยคอ สายจูง
Product for Owner
อุปกรณ์สำหรับกรูมมิ่ง
ของตกแต่งบ้าน กิ๊ฟช็อป
สาระน่ารู้เรื่องของแมว
ประวัติความเป็นมาของแมว
ประวัติแมวไทยโบราณ
เลือกแมวอย่างไรด
ลักษณะของแมวเปอร์เซีย
อายุของแมวกับคน
โรคต่าง ๆ ในแมว
วัคซีนป้องกันโรคในแมว
กำหนดวันคลอดให้แมว
การดูแลลูกแมวแรกเกิด
หางของแมวบอกอารมณ์

ตารางเทียบสีการบรีดแมว

CFA CLUB
Registered Cattery : 206048
ชมรมผู้นิยมแมวแห่งประเทศไทย

การดูแลลูกแมว 30 วันแรก
ข้อมูลทั่วไป
ลูกแมวในช่วงอายุ 1 สัปดาห์แรก จะเป็นช่วงที่ลูกแมวอ่อนแอมาก และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากแม่แมว
ในแง่ของการปกป้อง ความอบอุ่นและอาหาร
90 % ของลูกแมวจะใช้เพื่อการนอน และเก็บสะสมความร้อน
10%  ลูกแมวจะใช้เพื่อการกิน
น้ำหนักแรกเกิดของลูกแมว
ลูกแมวที่สมบูรณ์ควรมีน้ำหนักแรกเกิดประมาณ 90-100 กรัม และน้ำหนักควรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าใน 1 สัปดาห์ และน้ำหนักจะ
เพิ่มขึ้นอีก 30 กรัมต่อวัน จึงจะเป็นแมวที่มีสุขภาพแข็งแรง

น้ำหนักเฉลี่ยของลูกแมว

อายุ (วัน)
น้ำหนัก (กก.)
1
90-100
5
100-210
10
135-290
15
180-350
20
225-440
25
240-500
สิ่งที่สำึคัญสำหรับลูกแมวแรกเกิด
1
น้ำนมเหลือง
2
อุณหภูมิ
้ำน้ำนมเหลือง
-
น้ำนมเหลืองเป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติเป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงป้องกันลูกแมวจากการเจ็บป่วย
-

น้ำนมเหลืองจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายในช่วง 24-36 ชม. หลังคลอด

-
ปริมาณที่ลูกแมวจะได้รับขึ้นอยู่กับปริมาณภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดของแม่แมว
อุณหภูม
-
อุณหภูมิของลูกแมวอายุ 1 วัน จะอยู่ระหว่ง 33-36 ํC
-
สำหรับลูกแมวที่มีอายุ 2-21 วัน อุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 33.5-37.5 ํC
-
ลูกแมวแรกเกิดจะไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ได้ เพราะการทำงานที่ไม่สมบูรณ์ของหลอดเลือด ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง
ที่ลูกแมวจะต้องได้รับความอบอุ่นจากแม่แมว
-
สำหรับลูกแมวที่แม่แมวไม่เลี้ยง การใช้หลอดไปขนาด 60 วัตต์ เปิดห่างจากตัวแมว 2-5 ฟุต ก็สามารถสร้างความอบอุ่นที่เพียง
พอได้
การดูแลในภาวะฉุกเฉิน
อันตรายจากความหนาวเย็น
-
สิ่งที่เป็นอันตรายมากที่สุด คือ ความหนาวเย็น
-
การที่ลูกแมวแรกเกิดต้องเผชิญกับความเย็น จะทำให้อุณหภูมิของลูกแมวตกลง
-
หากลูกแมวมีอุณหภูมิของร่างกายต่ำลง ก็จะเป็นผลทำให้ปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดตกลงด้วย และท้่ายที่สุดแล้วจะเป็นผลทำ
อวัยวะภายในต่าง ๆ หยุดการทำงาน
อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม
-
ในสัปดาห์แรกของลูกแมว อุณหภูมิที่เหมาะสมจะอยู่ระหว่าง 30-32 ํC
-
และอุณหภูมิจะลดลง 5 ํC ในทุก ๆ สัปดาห์ จนกระทั่งถึง 22 ํC
-
ห้ามให้อาหารที่มีอุณหภูมิต่ำหรือเย็นกับลูกแมวโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ลูกแมวตายได้
การดูแลทางด้านโภชนาการ
-
สำหรับลูกแมวแรกเกิดนั้น ปริมาณไขมันสะสมในบริเวณชั้นใต้ผิวหนังจะมีเพียงเล็กน้อย ดังนั้นการให้อาหารลูกแมวจึงจำเป็น
ยิ่งที่จะให้บ่อย ๆ เพื่อเป็นการรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดและให้พลังงานแ่ก่ลูกแมวอย่างเพียงพอ
-
เนื่องจากในลูกแมวแรกเกิด การทำงานของไต ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นอาหารที่ให้ควรเป็นสูตรที่เหมาะสมกับ
ลูกแมว เพื่อลดการทำงานของไต
-
การแบ่งอาหารเป็นหลาย ๆ มื้อใน 1 วัน สำหรับลูกแมวจะเป็นการช่วยการทำงานที่หนักเกินไปของไต และระบบทางเดินอาหาร
น้ำนมวัว
-
น้ำนมวัวจะไม่เหมาะสมกับลูกแมวแรกเกิดด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น

ปริมาณของแคลเซียม ฟอสฟอรัส และปริมาณของแลคโตส มีระดับที่สูงเกินความต้องการของลูกแมวแรกเกิด

ระดับของพลังงาน ไขมัน และโปรตีน ในน้ำนมวัว มีระดับที่ต่ำเกินไป ไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกแมว

จำนวนครั้งต่อการให้อาหารต่อวัน
อายุแมว (สัปดาห์)
จำนวนครั้งต่อการให้อาหาร (วัน)
1
6
2
4
3
3
4
3
วิธีการให้อาหารแมวแรกเกิด
ในแมวแรกเกิด มีวิธีการให้อาหาร 2 แบบ
1. ขวดนม
2. หลอดอาหาร
การให้อาหารด้วยขวดนม
-
ให้อุ่นอาหารให้มีอุณหภูมิประมาณ 37 ํC จะรู้สึกอุ่นหากทานบริเวณข้อมือ
-
ต้องให้แน่ใจว่า ขนาดของรูหัวนมใหญ่พอที่จะให้น้ำนมไหลอย่างสะดวก
-
พยายามเอียงขวดนมให้ขณะแมวดูดไม่เกิดฟองอากาศขึ้น
-
กระตุ้นการดูดนมของลูกแมว โดยการดึงขวดนมออกเบา ๆ
-
ห้ามบีบขวดนมเพื่อเร่งการไหลของน้ำนมโดยเด็ดขาด
-
หากพบมีฟองนมบริเวณปากของลูกแมวแสดงถึงลูกแมวอิ่ม
การให้อาหารแบบหลอดอาหาร
-
การให้อาหารแบบหลอดเหมาะกับแมวขนาดเล็ก อ่อนแอ และป่วย ซึ่งไม่สามารถดูดนมได้ด้วยตนเอง แต่วิธีนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ทำ
ต้องมีความชำนาญ และรู้วิธีการทำงานอย่างถูกต้อง เพราะหากทำไม่ถูกวิธี อาจเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะปอดบวม เนื่องจากอาหาร
จนลูกแมวเสียชีวิตได้
วิธีการให้อาหารแบบหลอด
มีความจำเป็นที่ต้องทำตามขั้นตอน
1
ใช้หลอดสำหรับให้อาหารสัตว์ขนาดเลี้ยงและเหมาะสม
2
วัดระยะความยาวจากกระดูกซี่โครงซี่สุดท้ายจนถึงปลากปาก
3
ทำเครื่องหมายกำหนดจุดความยาว
4
อุ่นอาหารให้มีอุณหภูมิปริมาณ 37 ํC
5
หล่อลื่นหลอดอาหารด้วยน้ำที่จะให้แก่ลูกแมว
6
จับลูกแมวให้อยู่ในระดับตั้งตรง
7
สอดหลอดอาหารให้หลอดอาหารอยู่บนลิ้น
8
ดันหลอดอาหารจนกระทั่้งถึงจุดที่วัดระยะไว้
9
ฉีดอาหารเข้าทางหลอดอาหารอย่างช้า ๆ
ข้อควรระวังในการให้อาหารแบบหลอด    ดูวีดีโอการให้อาหารทางสายยาง >>>>>
-
ปริมาณอาหารที่ให้ต้องตรงกับความต้องการของลูกแมว ไม่มากเกินความจุของกระเพาะอาหาร เพราะอาจทำให้แมวสำรอก
อาเจียร และเกิดปัญหาปอดบวมในที่สุด
-
หากแมวแสดงอาการหายใจลำบาก ให้นำหลอดอาหารออก แล้วสอดใหม่อีกครั้ง
-
หากขณะสอดหรือรู้สึกฝืดติดให้ถอยหลอดอาหารแล้วสอดใหม่อีกครั้ง
-
หากขณะสอดลูกแมวร้องขึ้น แสดงว่าหลอดอาหารที่สอดเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร
-
การให้อาหารแบบหลอด อาจทำให้ลูกแมวเกิดพฤติกรรมชอบดูดอวัยวะของแมวตัวอื่น ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกออก
จากตัวอื่นหากพบพฤติกรรมดังกล่าว
ปัญหาในการให้อาหาร
โดยปกติปัญหาที่พบจะพบสองอย่างด้วยกัน คือ
1
การให้อาหารที่มากเกินไป
2
การให้อาหารที่น้อยเกินไป
การให้อาหารที่มากเกินไป
-
ลูกแมวแรกเกิดจะมีการทำงานของไตที่จำกัด ดังนั้นการให้ลูกแมวได้รับอาหารมากเกินไป จะเพิ่มการทำงานของไตที่มากเกิน รวม
ทั้งการทำงานที่มากเกินไปของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะท้องเสีย และหากเกิดภาวะท้องเสียมากจะ
เหนี่ยวนำให้ลูกแมวตายจากภาวะขาดน้ำ
-
อุจจาระที่ปกติของลูกแมวควรจะเป็น สีเหลือง
-
หากอุจจาระลูกแมวเป็น สีเขียว แสดงถึง ภาวะอาหารเคลื่อนที่ในระบบทางเดินอาหารเร็วเกินไป
-
หากอุจจาระลูกแมวเป็น สีเทา แสดงถึง ภาวะอาหารที่ไม่เหมาะ การย่อยที่ไม่สมบูรณ์
-
หากแน่ใจว่าให้อาหารลูกแมวในปริมาณที่ถูกแล้ว และอุจจาระมีความเหลวที่มากเกินไปแต่ยังเป็นสีเหลือง ผู้เลี้ยงควรจะลดปริมาณ
น้ำลงให้เหลือหนึ่งในสาม จนกว่าอุจจาระจะเป็นปกติ แล้วจึงเพิ่มปริมาณน้ำให้เท่าเดิม
-
โดยปกติแล้วการให้อาหารที่มากเกินไป มักจะตอบสนองออกมาเป็นภาวะท้องเสียเป็นหลัก
การให้อาหารที่น้อยเกินไป
 -
การให้อาหารที่น้อยเกินไป ลูกแมวจะแสดงอาการกระวนกระวาย และส่งเสียงร้องจนในที่สุดแมวจะแสดงอาการเซื่องซึม 
 -
แมวที่ได้รับอาหารน้อยเกินไป อาจจะแสดงอาการของการขาดน้ำและหนาวสั่น 
พัฒนาการของฟันในลูกแมวอายุตั้งแต่ 1-4 เดือน
ฟันน้ำนม

3 สัปดาห์ - ฟันหน้า พันเขี้ยว

4 สัปดาห์ - ฟันกราม
6 สัปดาห์ - ฟันน้ำนมขึ้นครบ และจะเปลี่ยนเป็นฟันแท้เมื่ออายุครบ 4 เดือน
อ้างอิงจาก :
น.สพ.อรรถกร ทองทรง
 
 
Tel. 0-2811-0211-4 , 087-9878799 , 081-4085598 Fax: 0-2420-0993 E-mail: ntsfarm@hotmail.com