|
 |
การดูแลลูกแมว
30 วันแรก |
|
ข้อมูลทั่วไป |
|
ลูกแมวในช่วงอายุ
1 สัปดาห์แรก จะเป็นช่วงที่ลูกแมวอ่อนแอมาก และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากแม่แมว |
|
ในแง่ของการปกป้อง
ความอบอุ่นและอาหาร |
|
90
% ของลูกแมวจะใช้เพื่อการนอน และเก็บสะสมความร้อน |
|
10%
ลูกแมวจะใช้เพื่อการกิน |
|
|
|
น้ำหนักแรกเกิดของลูกแมว |
|
ลูกแมวที่สมบูรณ์ควรมีน้ำหนักแรกเกิดประมาณ
90-100 กรัม และน้ำหนักควรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าใน 1 สัปดาห์ และน้ำหนักจะ |
|
เพิ่มขึ้นอีก
30 กรัมต่อวัน จึงจะเป็นแมวที่มีสุขภาพแข็งแรง |
|
น้ำหนักเฉลี่ยของลูกแมว |
อายุ
(วัน) |
น้ำหนัก
(กก.) |
1 |
90-100 |
5 |
100-210 |
10 |
135-290 |
15 |
180-350 |
20 |
225-440 |
25 |
240-500 |
|
|
สิ่งที่สำึคัญสำหรับลูกแมวแรกเกิด |
1 |
น้ำนมเหลือง |
2 |
อุณหภูมิ |
|
้ำน้ำนมเหลือง |
- |
น้ำนมเหลืองเป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติเป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงป้องกันลูกแมวจากการเจ็บป่วย |
- |
น้ำนมเหลืองจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายในช่วง
24-36 ชม. หลังคลอด |
- |
ปริมาณที่ลูกแมวจะได้รับขึ้นอยู่กับปริมาณภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดของแม่แมว |
|
|
|
อุณหภูมิ |
- |
อุณหภูมิของลูกแมวอายุ
1 วัน จะอยู่ระหว่ง 33-36 ํC |
- |
สำหรับลูกแมวที่มีอายุ
2-21 วัน อุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 33.5-37.5 ํC |
- |
ลูกแมวแรกเกิดจะไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ได้
เพราะการทำงานที่ไม่สมบูรณ์ของหลอดเลือด ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง |
|
ที่ลูกแมวจะต้องได้รับความอบอุ่นจากแม่แมว |
- |
สำหรับลูกแมวที่แม่แมวไม่เลี้ยง
การใช้หลอดไปขนาด 60 วัตต์ เปิดห่างจากตัวแมว 2-5 ฟุต ก็สามารถสร้างความอบอุ่นที่เพียง |
|
พอได้ |
|
|
|
การดูแลในภาวะฉุกเฉิน |
|
อันตรายจากความหนาวเย็น |
- |
สิ่งที่เป็นอันตรายมากที่สุด
คือ ความหนาวเย็น |
- |
การที่ลูกแมวแรกเกิดต้องเผชิญกับความเย็น
จะทำให้อุณหภูมิของลูกแมวตกลง |
- |
หากลูกแมวมีอุณหภูมิของร่างกายต่ำลง
ก็จะเป็นผลทำให้ปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดตกลงด้วย และท้่ายที่สุดแล้วจะเป็นผลทำ |
|
อวัยวะภายในต่าง
ๆ หยุดการทำงาน |
|
ิอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม |
- |
ในสัปดาห์แรกของลูกแมว
อุณหภูมิที่เหมาะสมจะอยู่ระหว่าง 30-32 ํC |
- |
และอุณหภูมิจะลดลง
5 ํC ในทุก ๆ สัปดาห์ จนกระทั่งถึง 22 ํC |
- |
ห้ามให้อาหารที่มีอุณหภูมิต่ำหรือเย็นกับลูกแมวโดยเด็ดขาด
เพราะอาจทำให้ลูกแมวตายได้ |
|
|
|
การดูแลทางด้านโภชนาการ |
- |
สำหรับลูกแมวแรกเกิดนั้น
ปริมาณไขมันสะสมในบริเวณชั้นใต้ผิวหนังจะมีเพียงเล็กน้อย ดังนั้นการให้อาหารลูกแมวจึงจำเป็น |
|
ยิ่งที่จะให้บ่อย
ๆ เพื่อเป็นการรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดและให้พลังงานแ่ก่ลูกแมวอย่างเพียงพอ |
- |
เนื่องจากในลูกแมวแรกเกิด
การทำงานของไต ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นอาหารที่ให้ควรเป็นสูตรที่เหมาะสมกับ |
|
ลูกแมว
เพื่อลดการทำงานของไต |
- |
การแบ่งอาหารเป็นหลาย
ๆ มื้อใน 1 วัน สำหรับลูกแมวจะเป็นการช่วยการทำงานที่หนักเกินไปของไต และระบบทางเดินอาหาร |
|
|
|
น้ำนมวัว |
- |
น้ำนมวัวจะไม่เหมาะสมกับลูกแมวแรกเกิดด้วยเหตุผลหลายประการ
เช่น |
|
ปริมาณของแคลเซียม ฟอสฟอรัส และปริมาณของแลคโตส มีระดับที่สูงเกินความต้องการของลูกแมวแรกเกิด |
|
ระดับของพลังงาน
ไขมัน และโปรตีน ในน้ำนมวัว มีระดับที่ต่ำเกินไป ไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกแมว |
จำนวนครั้งต่อการให้อาหารต่อวัน |
อายุแมว
(สัปดาห์) |
จำนวนครั้งต่อการให้อาหาร
(วัน) |
1 |
6 |
2 |
4 |
3 |
3 |
4 |
3 |
|
|
วิธีการให้อาหารแมวแรกเกิด |
|
ในแมวแรกเกิด
มีวิธีการให้อาหาร 2 แบบ |
|
1.
ขวดนม |
|
2.
หลอดอาหาร |
|
|
|
การให้อาหารด้วยขวดนม |
- |
ให้อุ่นอาหารให้มีอุณหภูมิประมาณ
37 ํC จะรู้สึกอุ่นหากทานบริเวณข้อมือ |
- |
ต้องให้แน่ใจว่า
ขนาดของรูหัวนมใหญ่พอที่จะให้น้ำนมไหลอย่างสะดวก |
- |
พยายามเอียงขวดนมให้ขณะแมวดูดไม่เกิดฟองอากาศขึ้น |
- |
กระตุ้นการดูดนมของลูกแมว
โดยการดึงขวดนมออกเบา ๆ |
- |
ห้ามบีบขวดนมเพื่อเร่งการไหลของน้ำนมโดยเด็ดขาด |
- |
หากพบมีฟองนมบริเวณปากของลูกแมวแสดงถึงลูกแมวอิ่ม |
|
|
|
การให้อาหารแบบหลอดอาหาร |
- |
การให้อาหารแบบหลอดเหมาะกับแมวขนาดเล็ก
อ่อนแอ และป่วย ซึ่งไม่สามารถดูดนมได้ด้วยตนเอง แต่วิธีนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ทำ |
|
ต้องมีความชำนาญ
และรู้วิธีการทำงานอย่างถูกต้อง เพราะหากทำไม่ถูกวิธี อาจเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะปอดบวม
เนื่องจากอาหาร |
|
จนลูกแมวเสียชีวิตได้ |
|
|
|
วิธีการให้อาหารแบบหลอด |
|
มีความจำเป็นที่ต้องทำตามขั้นตอน |
1 |
ใช้หลอดสำหรับให้อาหารสัตว์ขนาดเลี้ยงและเหมาะสม |
2 |
วัดระยะความยาวจากกระดูกซี่โครงซี่สุดท้ายจนถึงปลากปาก |
3 |
ทำเครื่องหมายกำหนดจุดความยาว |
4 |
อุ่นอาหารให้มีอุณหภูมิปริมาณ
37 ํC |
5 |
หล่อลื่นหลอดอาหารด้วยน้ำที่จะให้แก่ลูกแมว |
6 |
จับลูกแมวให้อยู่ในระดับตั้งตรง |
7 |
สอดหลอดอาหารให้หลอดอาหารอยู่บนลิ้น |
8 |
ดันหลอดอาหารจนกระทั่้งถึงจุดที่วัดระยะไว้ |
9 |
ฉีดอาหารเข้าทางหลอดอาหารอย่างช้า
ๆ |
|
|
|
|
- |
ปริมาณอาหารที่ให้ต้องตรงกับความต้องการของลูกแมว
ไม่มากเกินความจุของกระเพาะอาหาร เพราะอาจทำให้แมวสำรอก |
|
อาเจียร
และเกิดปัญหาปอดบวมในที่สุด |
- |
หากแมวแสดงอาการหายใจลำบาก
ให้นำหลอดอาหารออก แล้วสอดใหม่อีกครั้ง |
- |
หากขณะสอดหรือรู้สึกฝืดติดให้ถอยหลอดอาหารแล้วสอดใหม่อีกครั้ง |
- |
หากขณะสอดลูกแมวร้องขึ้น
แสดงว่าหลอดอาหารที่สอดเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร |
- |
การให้อาหารแบบหลอด
อาจทำให้ลูกแมวเกิดพฤติกรรมชอบดูดอวัยวะของแมวตัวอื่น ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกออก |
|
จากตัวอื่นหากพบพฤติกรรมดังกล่าว |
|
|
|
ปัญหาในการให้อาหาร |
|
โดยปกติปัญหาที่พบจะพบสองอย่างด้วยกัน
คือ |
1 |
การให้อาหารที่มากเกินไป |
2 |
การให้อาหารที่น้อยเกินไป |
|
|
|
การให้อาหารที่มากเกินไป |
- |
ลูกแมวแรกเกิดจะมีการทำงานของไตที่จำกัด
ดังนั้นการให้ลูกแมวได้รับอาหารมากเกินไป จะเพิ่มการทำงานของไตที่มากเกิน
รวม |
|
ทั้งการทำงานที่มากเกินไปของระบบทางเดินอาหาร
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะท้องเสีย และหากเกิดภาวะท้องเสียมากจะ |
|
เหนี่ยวนำให้ลูกแมวตายจากภาวะขาดน้ำ |
- |
อุจจาระที่ปกติของลูกแมวควรจะเป็น สีเหลือง |
- |
หากอุจจาระลูกแมวเป็น สีเขียว แสดงถึง ภาวะอาหารเคลื่อนที่ในระบบทางเดินอาหารเร็วเกินไป |
- |
หากอุจจาระลูกแมวเป็น สีเทา แสดงถึง ภาวะอาหารที่ไม่เหมาะ การย่อยที่ไม่สมบูรณ์ |
- |
หากแน่ใจว่าให้อาหารลูกแมวในปริมาณที่ถูกแล้ว
และอุจจาระมีความเหลวที่มากเกินไปแต่ยังเป็นสีเหลือง ผู้เลี้ยงควรจะลดปริมาณ |
|
น้ำลงให้เหลือหนึ่งในสาม
จนกว่าอุจจาระจะเป็นปกติ แล้วจึงเพิ่มปริมาณน้ำให้เท่าเดิม |
- |
โดยปกติแล้วการให้อาหารที่มากเกินไป
มักจะตอบสนองออกมาเป็นภาวะท้องเสียเป็นหลัก |
|
|
|
การให้อาหารที่น้อยเกินไป |
- |
การให้อาหารที่น้อยเกินไป
ลูกแมวจะแสดงอาการกระวนกระวาย และส่งเสียงร้องจนในที่สุดแมวจะแสดงอาการเซื่องซึม |
- |
แมวที่ได้รับอาหารน้อยเกินไป
อาจจะแสดงอาการของการขาดน้ำและหนาวสั่น |
|
|
|
พัฒนาการของฟันในลูกแมวอายุตั้งแต่
1-4 เดือน |
|
ฟันน้ำนม |
|
3
สัปดาห์ - ฟันหน้า พันเขี้ยว |
|
4
สัปดาห์ - ฟันกราม |
|
6
สัปดาห์ - ฟันน้ำนมขึ้นครบ และจะเปลี่ยนเป็นฟันแท้เมื่ออายุครบ 4 เดือน |
|
อ้างอิงจาก
: |
น.สพ.อรรถกร ทองทรง |
|